วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

bandwidth

bandwidth


bandwidth ของการส่งผ่านสัญญาณสื่อสารเป็นการวัดช่วงความถี่ ที่สัญญาณใช้งาน คำนี้สามารถใช้อ้างถึงคุณลักษณะการตอบสนองความถี่ ของระบบรับการสื่อสาร ของสัญญาณทุกประเภท คือ ทั้งแบบ อะนาล็อก และ ดิจิตอลในความหมายทั่วไป bandwidth เป็นสัดส่วนโดยตรงของจำนวนข้อมูลทั้งหมดที่ส่งผ่าน หรือรับต่อหน่วยเวลา ในความหมายเชิงคุณภาพ bandwidth เป็นสัดส่วนของความซับซ้อนของข้อมูล สำหรับการทำงานของระบบที่รองรับได้ เช่น การ download ไฟล์ทุกประเภทรูปภาพในหนึ่งวินาทีใช้ bandwidth มากกว่าการ download ข้อความในเวลาหนึ่งวินาที ไฟล์ประเภทเสียงขนาดใหญ่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และภาพเคลื่อนไหวต้องใช้ bandwidth มาก การนำเสนอแบบ Virtual reality (VR) และ ภาพแบบ 3 มิติ ชนิด Full-length ใช้ bandwidth มากที่สุดในระบบดิจิตอล bandwidth คือความเร็วข้อมูลเป็น bits per second (จำนวนบิตต่อวินาที) ดังนั้นโมเด็มซึ่งทำงานที่ 57,600 bps จะมี bandwidth เป็น 2 เท่าของ โมเด็ม ซึ่งทำงานที่ 28,800 bps ในในระบบอะนาล็อก ความหมายของ bandwidth หมายถึงความแตกต่างระหว่างความถี่สูงสุดและต่ำสุดของสัญญาณ มีหน่วยวัดเป็น hertz สัญญาณเสียงมี bandwidth ประมาณ 33 kilohertz(33 KHz) และการกระจายภาพของโทรทัศน์แบบอะนาล็อก ใช้สัญญาณวิดีโอ ซึ่งมี bandwidth ประมาณ 6 megahertz (6 MHz)




ความสำคัญของ Bandwidth

Bandwidth เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการรับส่งผ่านข้อมูลบนเครือข่ายBandwidth ที่ดีจะต้องสามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก ๆ และรับส่งข้อมูลด้วยอัตราเร็วที่ดี ดังนั้น Bandwidth จึงมีขีดจำกัดโดยขึ้นอยู่กับชนิดสื่อที่เลือกใช้เป็นตัวกลางในการส่งผ่านข้อมูล Bandwidth มีมูลค่าและสามารถประเมินค่าออกมาเป็นเงินได้ Bandwidthเป็นเครื่องวัดประสิทธิภาพการทำงานของเครือข่าย Bandwidth เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการออกแบบเครือข่าย Bandwidth ช่วยสร้างความเข้าใจและแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล และยุคของสารสนเทศ ทำให้ข้อมูล สารสนเทศ ที่สำคัญสามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

แรม



แรม (RAM)



หน่วยความจำ (Memory) เป็นส่วนประกอบในระบบคอมพิวเตอร์ ทำงานร่วมกับซีพียูอย่างใกล้ชิดตลาดเวลา จัดเก็บหรือบันทึกข้อมูล คำสั่งต่างๆที่ใช้ประมวลผล
ประเภทของแรม (RAM)



โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ



- Static RAM (SRAM) ทำหน้าที่ใช้การเก็บข้อมูลด้วยสถานะ “มีไฟ” และ “ไม่มีไฟ” ซึ่งจะเก็บข้อมูลไว้ได้ตลอดเวลาตราบใดที่ยังมีกระแสไฟเลี้วยวงจรอยู่นิยมนำไปใช้ทำหน่วยความจำแคชภายในตัวซีพียู เพราะมีความเร็วในการทำงานสูงกว่า DRAM มาก แต่ไม่สามารถทำให้มีขนาดความจุสูง ๆ ได้เนื่องจากมีราคาแพงและกินกระแสไฟมากจนมักทำให้เกิดความร้อนสูง อีกทั้งวงจรก็ยังมีขนากใหญ่ด้วย



- Dynamic RAM (DRAM) ทำจากวงจรที่ใช้การเก็บข้อมูลด้วยสถานะ “ มีประจุ” กับ “ไม่มีประจุ” ซึ่งวิธีนี้จะใช้ไฟน้อยกว่า SRAM มากแต่โดยธรรมชาติแล้วประจุไฟฟ้ายังมีกระแสไฟคอยเลี้ยงวงจรอยู่ จึงต้องมีวงจรอีกส่วนหนึ่งที่คอยทำหน้าที่ “ เติมประจุ” ไฟฟ้าให้เป็นระยะๆ ซึ่งกระบวนการเติมประจุไฟฟ้านี้เราเรียกว่า รีเฟรช โดยหน่วยความจำประเภท DRAM นี้นิยมนำเอามาใช้ทำเป็นหน่วยความจำหลักของระบบในรูปแบบของชิปไอซี (Integrated Circuit) บนแผนโมดูลของ RAM หลากหลายชนิด เช่น SDRAM, DDR, DDR2, DDR3 และ RDRAM เป็นต้น ซึ้งสามารถออกแบบให้มีขนาดความจุสูงๆ ได้ ราคาถูก กินไฟน้อย และไม่ทำให้เกิดความร้อน

ซีพียู

ซีพียู (CPU)

ซีพียู (CPU) หรือหน่วยประมวลผลกลางเป็นส่วนประกอบหลังที่ทำหน้าที่ คิด คำนวณ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ ทั้งการคำนวณตัวเลขด้านคณิตศาสตร์ (Anithmetic Operation) บวก ลบ คูณ หาร หรือการคำนวณเชิญเปรียบเทียบข้อมูลด้านตรรกศาสตร์ มากกว่า น้อยกว่า เท่ากับ เหมือนคอมพิวเตอร์มีการรับข้อมูลใดๆ เข้ามาเก็บหรือพักไว้ในหน่วยความจำแล้วก็จะถูกส่งต่อให้กับซีพียูประมวลผลก่อนเสมอ






ความเร็วของซีพียู
ความเร็วของซีพียูถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันความเร็วที่ถูกใช้งานมีหน่วยเรียกเป็น กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) ซึ่งหมายถึงความถี่ของสัญญาณนาฬิกาที่ใช้ในการทำงานของซีพียู สัญญาณนาฬิกาที่ให้จังหวะการทำงานแก่อุปกรณีที่อยู่ภายใน
เหตุผลที่ความเร็วของการทำงานของซีพียูมีหน่าวยเป็น เฮิร์ตซ์ (GHz) เหมือนกับความถี่ของคลื่นวิทยุ
เฮิร์ตซ์ (Hertz) ซึ่งบอกว่าเวลาภายในเวลา 1 ล้านเฮิร์ตหรือ1ล้านลูกคลื่นต่อนาที ส่วนความเร็ว 1 กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) จะหมาย 1 พันล้านเฮิร์ตซ์หรือ 1 พันล้านลูกคลื่นต่อนาที

สัญญาณนาฬิกาที่เกี่ยวข้องกับซีพียูจะมีอยู่ 2 ส่วนหลังๆคือ
สัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู
สัญญาณนาฬิกาภายนอกซีพียู จังหวะในการทำงานแก่บัสซึ่งเป็นเส้นทางในการรับส่งข้อมูล
ความถี่ของสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู = ตัวคูณ x ความเร็วของ FSB
ความเร็ว Front Side Bus (FSB)
อุปกรณ์หลักๆที่เชื่อมต่อกับซีพียูโดยใช้ความเร็ว FSB อย่างเต็มที่ก็คือ หน่วยความจำ ซึ่งปัจจุบันจะทำงานด้วยความถี่ที่สูงขึ้นและแบนด์วิดธ์มากขึ้น รวมทั้งยังสามารถรับส่งข้อมูลได้มากถึง 2 คั้งในแต่ละลูกคลื่นของสัญญาณนาฬิกา


ระบบบัส HyperTransport มาตารฐาน 1.x, 2.0, และ 3.1
AMD ได้หันมาใช้ระบบแบบ HyperTransport (เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้กับ NVDIA ด้วย) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการรับสั่งข้อมูลความเร็วสูงของแบบอนุกร (Serial) ไม่ว่าจะเป็นระบบอุปกรณ์ I/O กับซีพียูโดยระบบบัสที่ใช้นอกจากจะรับส่งข้อมูลได้ทั้งขอบขาขึ้นและขาลงของสัญญาณนาฬิกา (รับส่งข้อมูลได้ถึง 2 ในแต่ละลูกคลื่น) ด้วยเทคนิค DDR แล้ว ยังถูกแบ่งออกเป็นช่องสัญญาณนาฬิกาหรือเลน (lane)
มาตราความเร็วของเทคโนโลยี HyperTransport ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้
- HyperTransport 1x
- yperTransport 2.0
- HyperTransport 3.0
- HyperTransport 3.1


หน่วยความจำแคช (Cache Memory)
เป็นหน่วยความแบบ Static RAM (SRAM) ที่มีความเร็วในการทำงานสูง แต่มีข้อเสียคือ เกิดความร้อนสูงและราคาแพง ด้วยเหตุนี้ SRAM จึงถูกสร้างให้มีขนาดเล็กกว่าหน่วยความจำแบบ (DRAM) หน่วยความจำแคชจะทำหน้าที่เสมือนเป็นกระดาษช่วยจำคอยจดบันทึกข้อมูลหรือสั่งต่างๆ
รายละเอียดของแคชระดับต่างๆ มีดังนี้

- L1 Cache
- L2 Cache
- L3 Cache

บรรจุภัณฑ์ (Packaging) และฐานรอง (Socket)
วัสดุที่นำมาใช้ทำมักเป็นวัตถุจำพวก Plastic, Ceramic และ Organic ซึ่งจะถูกติดตั้งลงบนเมน


บอร์ดด้วยวิธีต่างๆกันตามชนิดของการเชื่อมต่อที่นำมาใช้ ดังนี้
แบบ BGA (Ball Grid Array)
แบบตลับ (Cartridge)
แบบ PGA (Pin Grid Array)


ซีพียู อินเทล (Intel)
ซีพียูรุ่นเก่า
- ตระกูล 80x86
- Pentium
- Pentium MMX
- Pentium Pro
- Pentium II
- Celeron
- Pentium III
- Celeron III

ซีพียู Celeron D และ Celeron Dual-Core โดยรุ่นต่างๆที่ออกมามีดังนี้
Celeron D (Prescott-90 nm)
- Celeron D (Cedar Mill-65 nm)
- Celeron D (Conroe-L/65 nm)
- Celeron Dual-Core (Allendale-65 nm)
- Celeron Dual-Core (Merom 2M-65 nm) สำหรับ Notebook


ซีพียู Pentium 4
- Pentium 4 HT (Northwood-130 nm)
- Pentium 4 HT (Prescott-90 nm)
- Pentium 4 HT (Cedar Mill-65 nm)


ซีพียู Pentium 4 Extreme Edition
- Pentium 4 Extreme (Gallatin-130 nm)
- Pentium 4 Extreme Edition (Prescott 2M-90 nm)


ซีพียู Pentium D
- Pentium D (Smithfield-90 nm)
- Pentium D (Presler-65 nm)
- Pentium Dual-Core (Yonah-65 nm) สำหรับ Notebook
- Pentium Dual-core (Merom 2m-65 nm) สำหรับ Notebook


ซีพียู Pentium Extreme Editio
- Pentium Extreme (Smithfield-90 nm)
- Pentium Extreme Edition (Presler-65 nm)


ซีพียู Core 2 Duo
- Core 2 Duo (Allendale-65 nm)
- Core 2 Duo (Conroe-65 nm)
- Core 2 Duo (Wolfdale 3M-45 nm)
- Core 2 Duo (Wolfdale-45 nm)

ซีพียู Core 2 Extreme (Dual-core)
- Core 2 Extreme (Conroe XE-65 nm)

ซีพียู Core 2 Quad (Kentsfield-65 nm)
- Core 2 Quad (Kentsfield-65 nm)
- Core Quad (Yorkfield 4M-45 nm)
- Core 2 Quad (Yorkfield 6M-45 nm)
- Core 2 Quad (Yorkfield-45 m,)


ซีพียู Core 2 Extreme (Quad-cre)
- Core 2 Extreme (Kentsfild XE-65 nm)
- Core 2 Extreme (Yorkifeld XE-45 nm)


ซีพียู Core i7
- Core i7 (Bloomfield-45 nm)


ซีพียู Core i7 Extreme
- Core i7 Extreme (Bloomfield-45 nm)


การกำหนดรุ่นซีพียูด้วยรหัสหมายเลข Processor Number ในแบบฉบับของ Intel
ในอดีตการทำงานซีพียูของ Intel จะระบุเป็นค่าความเร็วหรือความถี่ของสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียูเป็นหลัก เช่น Pentium 4HT 3.6 GHz และ Celeron 2.8 GHz เป็นต้น
วิธีการตรวจสอบรุ่นหรือหมายเลขรหัสที่ระบุไว้บนซีพียูของค่าย Intel
ในการตรวจสอบซีพียูวิธีที่จะทำให้เราทราบถึงรุ่น,คุณสมบัติ และรายละเอียดต่างๆ นั้นถ้าเป็นซีพียูของ Intel ก็มักจะระบุไว้อย่างชัดเจน ทั้งบนซีพียูและป้ายฉลากข้างกล่องผลิตภัณฑ์



ซีพียู เอเอ็มดี (AMD)
เอเอ็มดี (Advanced Micro Devices) นับเป็นคู่แข่งที่สำคัญของอินเทลซึ่งได้พัฒนาซีพียูรุ่นต่างๆของตนเองออกมาอย่างต่อเนื่อง
รุ่นเอเอ็มดี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้
ซีพียูรุ่นเก่า

- K5 เป็นซีพียูรุ่นแรกของAMD
- K6 เป็นซีพียูรุ่นแรกในตระกูล K6
- K6-2 เป็นซีพียูแรกที่ได้ใส่ชุดคำสั่ง 3DNow
- K6-III เป็นรุ่น K6-2
- Athlon (K7/K75)
- Athlon (Thunderbird)
- Duror เป็นซีพียูราคาถูก
- Athlon XP
- Sempron ยุค K7
- Sempron ยุค K8 รุ่นแรกใช้ชื่อรหัสว่า Paris รุ่น 3100+มี L2 Cache ขนาด 256 KB ความเร็วบัส 800 MHz
- Athlon 64 เป็นซีพียูในยุค K8 และเป็นซีพียูรุ่นแรกที่สนับสนุนการประมวลผลทั้งในแบบ 32 และ 64 บิต
- Athlon 64 FX เป็นซีพียูรุ่นใหญ่และประสิทธิภาพสูงในยุค K8
- Athlon 64 x2 เป็นซีพียูในยุค K8


ซีพียู Sempron
- Sempron (Manila-90 nm)
- Sempron (Sparta-65 nm)
- Sempron (Brisbane-65 nm) Dual-Core


ซีพียู Athlon 64
- Athlon 64 (Winchester-90 nm)
- Athlon 64 (Venice-90 nm)
- Athlon 64 (San Diego-90 nm)
- Athlon 64 (Orleans-90 nm)
- Athlon 64 (Lima-65 nm)

ซีพียู Athlon 64 FX
- Athlon 64 FX (San Diego-90 nm)
- Athlon 64 FX (Toledo-90 nm) Dula-Core
- Athlon 64 FX (Windosr-90 nm) Dual-core
- Athlon 64 FX (Windosr-90 nm) Dual-Socket


ซีพียู Athlon 64 64 X2
- Athlon 64 64 X2 (Windsor-90 nm)
- Athlon 64 64 X2 (Brisbane-65 nm)


ซีพียู Athlon X2
- Athlon X2 (Brisbwne-65 nm)
- Athlon X2 (Kuma-65 nm)

ซีพียู AMD Phenom
- Phenom X3 (Toliman-65 nm)
- Phenom X4 (Agena-65 nm)
- Phenom FX (Agena FX-65 nm)


การกำหนดรุ่นซีพียูด้วยรหัสหมายเลข Model Number ของ AMD

ในอดีตนับตั้งแต่ซีพียู Athlon XP ในยุค K7 เป็นต้นมา ทาง AMD ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการจำแนกรุ่นของซีพียูโดยระบุเป็นค่าเลข PR เพื่อแสดงให้เห็นเป็นความเร็วเทียบเท่าแทนความถี่ของสัญญาณนาฬิกา
วิธีการตรวจสอบรุ่นหรือหมายเลขรหัสที่ระบุไว้บนตัวซีพียูของค่าย AMD
ในการตรวจสอบซีพียูวิธีที่จะทำให้เราทราบถึงรุ่น,คุณสมบัติ และรายละเอียดต่างๆนั้น ถ้าเป็นซีพียูของ AMD เราอาจสังเกตได้จากป้ายฉลาดข้างกล่องผลิตภัณฑ์